อยากให้ลูกเป็นแบบมาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ก็ต้องฟังพ่อมาร์คเล่า


จริงๆ แล้วพ่อของมาร์ค ไม่ได้ตั้งใจจะเลี้ยงให้มาร์คเป็นเจ้าของธุรกิจ แต่ถึงอย่างไรคุณคงอยากจะรู้ว่าเขาเลี้ยงมาร์คอย่างไร

โบราณกล่าวไว้ว่า “ชีวิตเปลี่ยนเมื่อคุณเริ่มมีลูก” ซึ่งผมประสบเองกับตัวเอง แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องทิ้งความฝัน เพียงแต่ในฝันนั้นจะมีลูกคุณอยู่ด้วย

สิ่งที่ผมอยากจะมอบให้ลูกสาวคือ โอกาสที่จะเป็นผู้ประกอบการ (เจ้าของกิจการ) จากงานเขียนของผมเกี่ยวกับ Entrepreneurship เป็นเวลานาน ผมเชื่อว่าข้อดีของการเป็นผู้ประกอบการคือ เงินที่มากกว่า เวลาที่สามารถควบคุมได้เอง ความเป็นอิสระ และบางครั้งคุณก็ไม่จำเป็นต้องสร้างธุรกิจด้วยตัวเอง

ดร. เอ็ดเวิร์ด ซัคเกอร์เบิร์ก พ่อของมาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก เคยให้สัมภาษณ์ทางรายการวิทยุท้องถิ่น เรื่องของสิ่งที่เขาและภรรยาเขาตัดสินใจอะไรบางอย่างในชีวิต ซึ่งส่งผลต่อตัวลูกชายของเขา จนกลายเป็นอภิมหาเศรษฐีจากการสร้าง Facebook และนี้คือบทสรุปของการสัมภาษณ์วันนั้น

 

1. หารูปแบบการทำงานที่เหมาะกับคุณ

ขณะนั้น ดร. ซัคเกอร์เบิร์ก ประกอบอาชีพทันตแพทย์ (จนถึงทุกวันนี้) ซึ่งใช้บ้านเป็นคลินิก โดยมีภรรยา (ซึ่งเป็นจิตแพทย์) ช่วยงานเป็นผู้จัดการออฟฟิศ (ซึ่งวุฒิสูงเกินไปมาก) ทำให้ มาร์คในวัยเด็ก เติบโตพร้อมกับการเห็นพ่อและแม่ทำงานอย่างเต็มหน้าที่ความรับผิดชอบภายในออฟฟิศซึ่งเป็นทั้งบ้าน (รวมถึงการเห็นการใช้เทคโนโลยีต่างๆ ภายในออฟฟิศ)

“ลูกๆ ของผมทุกคน เติบโตในออฟฟิศนี้ และพวกเขาก็เริ่มรู้จัก Computer จากที่นี่” ดร.ซัคเกอร์เบิร์กกล่าว “นั่นอาจจะเป็นข้อได้เปรียบของการได้เล่น Computer ตั้งแต่อายุยังน้อย และนี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้มาร์คสนใจในเทคโนโลยี”

 

2. สร้างชีวิตที่มั่นคง

คุณอาจเคยได้ยินเรื่องของเศรษฐีจำนวนมากที่เริ่มต้นจากศูนย์ แต่เป็นไปได้ว่า เหตุที่เขาเหล่านั้นกล้าที่ทำสิ่งที่เสี่ยงมากมีผลชีวิตวัยเด็กที่เติบโตมาในสิ่งแวดล้อมที่มั่นคงปลอดภัย สำหรับกรณี ดร.ซัคเกอร์เบิร์ก เขาได้สร้างสิ่งแวดล้อมแบบนั้นมาตั้งแต่ก่อนจะเจอภรรยา

“การมีเชื้อสายยิว และโตในเมือง New York” เขากล่าว “ขอให้คุณเรียนพอใช้ได้ พ่อแม่คุณจะพยายามเข็นคุณให้เป็น หมอ หรือหมอฟัน”

ดังนั้นถึงแม้ว่าเขาจะสนใจใน Computer เขาก็ต้องละความฝันเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต ด้วยการเลือกวิชาชีพที่ทำเงิน เขาจึงเลือกศึกษาต่อในคณะทันตแพทย์ มหาวิทยาลัย New York ในปี 1975

 

3. หาสิ่งที่ลูกสนใจให้เจอ และส่งเสริมอย่างเต็มที่

“ถ้าจะให้บอกว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือ การที่ผมและภรรยามีความเชื่อแบบนี้” ดร.ซัคเกอร์เบิร์กกล่าว “แทนที่จะกะเกณฑ์ หรือบังคับให้ลูกทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ ลองหาให้เจอว่าเขาถนัดเรื่องอะไร และส่งเสริมเรื่องนั้น ผลักดันและพัฒนาสิ่งที่เขาชื่นชอบ”

ดร.ซัคเกอร์เบิร์กเคยยกตัวอย่างใน Los Angeles Times Story ว่า เขาได้ลงโปรแกรมในเครื่อง Computer ที่ออฟฟิศ เพื่อให้มาร์ค(ในวัยเด็ก)เรียนเขียนโปรแกรม

“ตอนที่เขาเบื่อกับการบ้านที่โรงเรียน” ดร.ซัคเกอร์เบิร์กกล่าวต่อ “ผมเลยให้มาร์ค ช่วยสร้างระบบสื่อสารภายในออฟฟิศ เพื่อให้ Computer ของบ้านและของออฟฟิศสามารถสื่อสารกันได้” ครอบครัวเราเรียกระบบนี้ว่า “ZuckNet”

 

4. แสดงให้ลูกรู้ว่า เราภูมิใจในตัวเขา

ดร.ซัคเกอร์เบิร์กเล่าว่า ลูกชายเขาเป็น “เด็กดี” แถม “เรียนเก่งทั้งคณิตและวิทย์” แต่เขาก็เลือกที่จะเรียนที่ Phillips Exeter Academy แทน Harvard เขาเป็น “เด็กเงียบๆ และไม่ชอบคุยโวเรื่องความเก่งของตัวเอง”

เขาเสริมต่อว่า “ผมภูมิใจในความความสำเร็จของเขามากๆ และภูมิใจในความสำเร็จของลูกทุกๆ คน”

 

5. วางกฎ และบังคับใช้กฎ

ดร.ซัคเกอร์เบิร์กได้กล่าวเกี่ยวกับเรื่องระเบียบวินัยไว้เช่นกัน ว่า “เขาไม่เชื่อเรื่องระเบียบวินัยทางกายภาพ”

แต่เขาเชื่อว่า พ่อแม่ต้องสื่อสารให้เด็กเข้าใจทันทีถึง พฤติกรรมที่พ่อแม่ไม่พึงประสงค์ และถ้าเด็กเข้าใจว่าพ่อแม่ไม่พอใจ เขาก็จะเริ่มเรียนรู้และเข้าใจอารมณ์พ่อแม่ที่มีต่อพฤติกรรมนั้นๆ ที่เขาทำ

ถ้าคุณอยากจะเป็นพ่อแม่ที่ให้อิสระแก่ลูกๆ คงไม่มีใครว่าอะไร แต่จำไว้ว่า เด็กก็คือเด็ก อย่างไรเขาก็ต้องการพ่อและแม่สั่งสอน

 

6. อย่าลืมว่า เด็กก็ต้องการเวลาเล่นเหมือนกัน

ดร.ซัคเกอร์เบิร์กมีงานอดิเรกที่เขาชอบ และเขาก็ส่งเสริมให้ลูกชอบสิ่งเดียวกับเขา เขาเป็นหนึ่งในนักดำน้ำที่มีจิตสำนึก ด้วยการไม่ทำลายประการัง และสร้างตู้ปลาขนาดใหญ่ในออฟฟิศ นี่เป็นส่วนหนึ่งที่เขาส่งเสริมลูกๆ เช่นกัน

“การเป็นพ่อเป็นแม่ที่ทำอะไรสุดโต่งนั้น เป็นเรื่องไม่ดี เด็กจำเป็นที่จะต้องเป็นคนที่รู้รอบ ควรต้องมีที่ให้เขาทำงาน และเล่นเช่นกัน”

 

7. สมดุลระหว่าง งานและการใช้ชีวิต

มีสายจากทางบ้าน โทรเข้ามาในรายการวิทยุสอบถามเรื่อง work-life balance ดร.ซัคเกอร์เบิร์กเริ่มต้นด้วยการบอกว่า เขาและภรรยานั้นทำงานอยู่ที่บ้าน

“ภรรยาของผมเป็น Superwoman” เขากล่าว “เธอสามารถจัดการทั้งงานบ้านและงานออฟฟิศได้พร้อมๆ กัน สถานการณ์ของครอบครัวผมอาจจะไม่เหมือนใคร เพราะบ้านและออฟฟิศคือที่เดียวกัน ผมแนะนำวิธีนี้หากงานที่คุณทำเอื้อ มันทำให้เราสามารถทำงานและอยู่กับลูกได้พร้อมๆ กัน

 

8. อย่าปล่อยให้แก่ตามอายุ

ครั้งให้สัมภาษณ์ New York Magazine ดร.ซัคเกอร์เบิร์ก เขาบรรยายถึงตัวเอง (บางช่วง) ดังนี้

“……ถึงผมจะอายุ 57 และหัวเหม่ง คุณยังสังเกตเห็นถึงความเป็นหนุ่มของผมอย่างชัดเจน เขาสวมกางเกงยีนส์ Calvin Kline คาดเข็มขัดหนังเส้นหนา และรองเท้าที่ดูทะมัดทะแมง…..”

คำที่ทำให้ผมสะดุดคือ “ความเป็นหนุ่ม” ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ พยายามแสดงให้ลูกคุณเห็นว่า คุณนั้นไม่ได้แก่ตามอายุ

 

ขอบคุณข้อมูลดีๆมีประโยชน์จาก inc.com

แปลจากบทความ http://www.inc.com/bill-murphy-jr/want-to-raise-entrepreneurial-kids-mark-zuckerbergs-dad-says-do-these-things.html



Supercamp


SuperCamp is the #1 summer camp for leadership, motivation & confidence


Join us!! July 1 – 7, 2016 – Click lifeskillsasia.com/supercamp


Life Skills Asia – Learn for Life

Tel : 098-826-1101

email : lifeskillscenter.lsc@gmail.com
FB : www.facebook.com/LifeSkillsAsia
Line@ : @lifeskillsasia.com
web : www.lifeskillsasia.com


Click this link to add Line @LifeSkillsAsia
http://line.me/ti/p/%40pvl4706b

(Visited 208 times, 1 visits today)

Leave a comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *